วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การศึกษาทางไกล



การศึกษาทางไกล การศึกษาทางไกลเป็นความพยายามของนักการศึกษาในการที่จะจัดการศึกษาได้แก่ผู้ที่ไม่สามารถจะเข้ารับการศึกษาตามปกติในชั้นเรียนได้ นอกจากนี้แล้วการที่วิทยาการได้ก้าวหน้าไปอย่างมากทำให้ผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ดังนั้นการจัดการศึกษาทางไกลจึงมีบทบาทต่อการศึกษาของประเทศเป็นอย่างสูง




ความหมายของการศึกษาทางไกล โฮน์นิชและคณะ (1993:282) ได้ให้ความหมายของการศึกษาทางไกลว่า "เป็นการศึกษาที่มีลักษณะที่ผู้เรียนอยู่ห่างไกลจากผู้สอนโปรแกรมการเรียนได้รับการจัดวางเป็นระบบ มีการใช้สื่อการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและการสื่อความหมายเป็นไปแบบสองทาง" บอร์ก โฮล์มเบิร์ก (1989:127) กล่าวว่า "หมายถึง การศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนมิได้มาเรียนหรือสอนกันซึ่ง ๆ หน้า แต่เป็นการจัดโดยระบบสื่อสารแบบสองทาง ถึงแม้ผู้เรียนและผู้สอนจะไม่อยู่ในห้องเดียวกันก็ตาม" วิจิตร ศรีสอ้าน (2529:5-7) กล่าวว่า "หมายถึงระบบการเรียนการสอนที่ไม่มีชั้นเรียน แต่อาศัยสื่อประสมอันได้แก่สื่อทางไปรษณีย์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และการสอนเสริม รวมทั้งศูนย์บริการการศึกษาเป็นหลัก โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองอยู่กับบ้านไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียนตามปกติ"
ลักษณะสำคัญของการศึกษาทางไกล ระบบการศึกษาทางไกล มีลักษณะของการจัดการศึกษาที่ต่างไปจากระบบการเรียนการสอนโดยปกติ ซึ่งอาจจะสรุปลักษณะที่สำคัญของระบบการศึกษาทางไกลได้ดังนี้
1) ผู้เรียนผู้สอนไม่อยู่ประจันหน้ากัน เนื่องจากผู้เรียนไม่สามารถมาเข้าชั้นเรียน โดยปกติได้ดังนั้น ผู้เรียนจะเรียนด้วยตนเองที่บ้าน โดยอาจมาพบผู้สอนในบางเวลา
2) เน้นผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียน ผู้เรียนเป็นผู้เลือกวิชาและกำหนดเวลาเรียนและกิจกรรมการเรียนของตนเอง
3) สื่อการสอนเป็นสื่อหลักในกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนจะเป็นสื่อหลัก ในการศึกษาทางไกลสื่อหลักจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ฯลฯ เป็นสื่อหลัก
สื่อการสอนกับการศึกษาทางไกล เนื่องจากผู้เรียนต้องศึกษาด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสื่อการสอนจึงมีความสำคัญยิ่งสำหรับการศึกษาทางไกล ซึ่งสื่อการสอนที่ใช้อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1)สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ได้แก่ เอกสารตำรา แบบฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนจะอาศัยสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อหลักเนื่องจากราคาถูก เก็บได้นานและไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบ
2)สื่อโสตทัศนูปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ นับได้ว่าเป็นสื่อรองจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่จะช่วยในการเสริมความรู้ในกระบวนการเรียนของผู้เรียน โดยอาจจะเป็นการสอนทางโทรทัศน์ เทปเสียงบรรยาย เทปวีดิทัศน์ รายการวิทยุกระจายเสียง
3)สื่ออิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคม เนื่องจากการพัฒนาการของอิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงมีการนำเอามาใช้ในการจัดการศึกษาทางไกล โดยใช้ระบบดาวเทียมและท่อใยแก้วนำแสงในการส่งข่าวสารข้อมูล มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

LearnSquare

LearnSquare Thailand Opensource e-Learning Management System

LearnSquare คือระบบ e-Learning ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ทุกที่ ทุกเวลา ในรูปแบบสื่อมัลติมีเดียทั้งบทความ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ ที่สามารถโต้ตอบได้เสมือนการเรียนในห้องเรียนปกติซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กว้างมากขึ้น และมีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน



คุณสมบัติของระบบ LearnSquare
เป็นระบบ Opensource สามารถดาวน์โหลดนำไปใช้งานได้ฟรี ภายใต้เงื่อนไข
GPL สนับสนุนการทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux แนวทางพัฒนาตามมาตรฐานสากล (SCORM) ใช้งานง่ายและสนับสนุนการพัฒนาต่อยอดตามแนวทางของโอเพ่นซอร์ส มีระบบสนับสนุนการทำงานมากมาย ดังนี้

  • ระบบการสมัครเรียน
  • ระบบการลงทะเบียน
  • ระบบการเรียน
  • ระบบการจัดการหลักสูตร
  • ระบบการจัดตารางสอน
  • ระบบการจัดการผู้ใช้งาน
  • ระบบสนทนา เว็บบอร์ด
  • ระบบจดหมายอิเลกทรอนิกส์
  • ระบบปฏิทินนัดหมาย
  • ระบบการติดตามการเข้าเรียน
  • ระบบจัดการข้อมูลส่วนตัว
  • ระบบสร้างข้อสอบและประเมินผลอัตโนมัติ
  • ระบบการออกใบรับรองอัตโนมัติ
  • ระบบรายงานสถิติต่างๆ
  • ระบบสำรองข้อมูล
  • ระบบการกระจายเนื้อหา

การสื่อสารทางไกล

ในปัจจุบันการสื่อสารทางไกลเข้ามามีบทบาทต่อหน่วยงานภายในองค์กรที่อยู่ต่างสถานที่กัน ซึ่งทำให้ลดเวลาในการเข้าร่วมประชุมพร้อมกันหลายๆหน่วยงาน จึงมีการพัฒนาโปรแกรมสำหรับการประชุมทางไกล (Video Conference) ทางหน่วยงานภายในกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (โดยความร่วมมือจาก Kasetsart University)จึงเลือกโปรแกรม Access Grid เพราะสามารถใช้งานได้พร้อมๆ กัน หลายจุดและเป็น middleware ที่พัฒนาอยู่ตลอด


การขนส่งประเทศไทย

ยุทธศาสตร์การขนส่งของประเทศไทย


ในสภาวะการณ์ของโลกปัจจุบันยุทธศาสตร์การขนส่งของประเทศไทย จึงต้องมีเป้าหมายกำหนดให้การขนส่งทางน้ำและทางราง เป็นเส้นทางขนส่งหลักในการขนส่งระยะยาว การขนส่งทางถนนเป็นส่วนขนส่งต่อเชื่อมจากต้นทางสู่เส้นทางหลักกับนำส่งจากเส้นทางหลักสู่ปลายทาง ด้านการขนส่งทางอากาศ เป็นส่วนสนับสนุนสำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วเป็นสำคัญ สิ่งที่ต้องดำเนินการในขณะนี้คือเร่งพัฒนาการขนส่งทางน้ำ เพื่อเป็นทางเลือกของการขนส่งต้นทุนต่ำ โดยพัฒนาท่าเรือและสร้างระบบเชื่อมโยงการขนส่งสู่ท่าเรือทั้งการขนส่งทางทะเลชายฝั่ง และการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเรื่องการเป็นฮับทางด้านเรือไทยนั้นไทยอาจจะเป็นรองสิงคโปร์ แต่ถ้าการพัฒนาการต่อเชื่อมไทยไม่เป็น


เป็นศูนย์กลางการขนส่งของอินโดจีน




ประเทศไทยเป็นศูนย์ทางด้านอากาศ มีสนามบินในศูนย์กลางโดยภูมิศาสตร์ การบริหารจัดการอีกจุดหนึ่งน่าจะเป็น การเป็นฮับในภาคอินโดจีน ทั้งการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ โดยจีนหาทางออกทะเล ทางพม่า ทางไทย และเวียดนาม การขนส่งในแม่น้ำโขง การขนส่งทางด้านน้ำมัน การขนส่งโดยคอนเทนเนอร์ โดยพัฒนาท่าเรือเชียงแสน ระยะที่ 2 และการพัฒนาระบบขนส่งสู่ท่าเรือเชียงแสน ทั้งการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมโครงข่ายทางรถไฟจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกสู่ท่าเรือแหลมฉบังให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งพัฒนาและขยายขีดความสามารถของ ไอซีดี ลาดกระบัง โครงการปรับปรุงสถานีขนส่งสินค้าชานเมือง (Truck Terminal) ส่วนการขนส่งทางรางได้มีแผนพัฒนารถไฟรางคู่จากฉะเชิงเทราสู่แหลมฉบัง และมีการสร้าง ไอซีดี 2 โดย รฟท. มีแผนที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายแก่งคอย ผ่านคลอง 19 และเข้าสู่แหลมฉบังโดยทำเป็นรางคู่ ส่งสินค้าจากภาคตะวันออก สู่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีแผนเสริมเรื่องการสร้างคอนเทนเนอร์ยาร์ท (CY) ที่จะเสริมในเรื่องการกระจายและจุดขนถ่ายสินค้า นอกจากนี้ยงมีรถไฟขบวนพิเศษในการบรรทุกสินค้าพิเศษ จะขนส่งสินค้ามีการ


สุวรรณภูมิมีศักยภาพพร้อมเป็น HUB

เมื่อพูดถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว เป็นสนามบินที่ได้มาตรฐานมาก มี runway ทั้งหมด 4 เส้น ในตอนท้ายที่สุดจะมีการก่อสร้างเสร็จในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่ในเบื้องต้นจะมี runway 2 เส้น ทางทิศตะวันออก และตะวันตก สามารถรองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้ในระดับ 84 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จะรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 45 ล้านคนต่อปีในเบื้องต้น ขณะที่ทางดอนเมืองสามารถรองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้เพียง 20 กว่าเที่ยวบินต่อชั่วโมงหรือประมาณ 600 กว่าเที่ยวบิน จะเห็นได้ว่าสนามบินแห่งใหม่จะมีศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินได้สูง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยชี้ที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านการบิน หรือ HUBในภูมิภาค คงต้องดูปริมาณของสายการบินที่จะมาใช้บริการแล้ว ในด้านภูมิศาสตร์ (Location) ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าสายการบินที่จะเข้ามาลงต้องคำนึงถึงเรื่องความประหยัดต้นทุนและเรื่องเวลา ในส่วนของการเจริญเติบโตทางอากาศของเรา ในศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่จะเป็น HUB การขนส่งทางอากาศ ปัจจุบันเรามีการขนส่งสินค้าเข้า-ออก โดยอัตราโตเฉลี่ยปีละประมาณ 6.3% โดยเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรามีสินค้าเฉลี่ยที่มาใช้ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของเรา 60,000 ตันต่อปี ปัจจุบันนี้ในปี 2548 เรามีการรับอัตราของสินค้าประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี ส่วนนี้ต้องการให้เห็นว่าโดย Location ปริมาณผู้โดยสาร และสินค้า เราเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่ง

การพาณิชย์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่

การพาณิชย์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M-Commerce)

ปัจจุบันหน้าตาของอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนโฉมไปแล้ว ในระยะเวลาอันไม่นานมานี้ ผู้คนส่วนมากสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต และ เข้าสู่ระบบได้ด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile phone) , อุปกรณ์ต่อเชื่อมส่วนตัว (personal digital assistants) , วิทยุติดตามตัว (pager) , นาฬิกาข้อมือ (wristwatches) และ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ (personal computer) ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป มีจำนวนการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันเป็นจำนวนหลายพันล้านคน ในขณะที่ทุกวันนี้มีเพียงจำนวนเล็กน้อยของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งสถานการณ์นี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี แถบประเทศยุโรป รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

ในต้นปี 1999 บริษัท NTT DoCoMo ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ คือ i-Mode mobile internet portal ซึ่งเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ให้บริการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้สะดวก รวดเร็ว ทันใจ ทันสมัย ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ธุรกิจบริการรูปแบบใหม่นี้เจริญเติบโตและสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังผู้ใช้บริการประมาณ 30 ล้านคน ในกระบวนการขณะเริ่มต้นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ และ สามารถทำรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้นเป็นอีกเท่าตัวจากรูปแบบของการเก็บค่าธรรมเนียม (Fees) และ เกิดการกระตุ้นให้มีการใช้เครือข่ายที่มากขึ้น (Increase traffic)

การพาณิชย์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M - Commerce) เป็นการเปิดรับข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้งาน และ การให้บริการ ที่จะชักนำให้เข้าถึงอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการใช้งานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เป็นเทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ การให้บริการรูปแบบใหม่ และ เป็นรูปแบบใหม่ทางธุรกิจ ซึ่งต่างจากการทำ e-commerce) สมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ PDA มีข้อจำกัดในการใช้งานแตกต่างไปจากการใช้คอมพิวเตอร์บุคคล (Personal computer) อุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถพลิกโฉมหน้าไปเป็นอุปกรณ์ที่มีความทันสมัยในอนาคต มันจะตามเราไปในทุกที่ที่เราพามันไป มันสะดวกในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ในขณะที่เราเดินบนถนนกับเพื่อน ๆ หรือ ขณะขับรถเพื่อหาร้านอาหารที่ใกล้ที่สุด หรือ ปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด เหมือนการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตด้วยการใช้อุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเรา เราใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพื่อให้มันกลายเป็นสิ่งที่ต้องติดตามตัวเราไป ความพร้อมในวันนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ PDA สามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ได้มากมาย ในวันพรุ่งนี้อุปกรณ์เหล่านี้จะเข้ามาแทนที่กระเป๋าเงิน และ บัตรเครดิต วันหนึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะกลายเป็นผู้ช่วยที่เฉลียวฉลาดที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ เช่น การจัดเรียงลำดับการให้บริการรถแท็กซี่ให้มารับหลังจากเสร็จการประชุม หรือ ช่วยในการรวบรวมข่าวที่เกี่ยวข้อง และ ข้อความที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น กุญแจที่สำคัญอยู่ที่ความสามารถในการใช้ระบบรักษาความปลอดภัย (Security) และ ความเป็นส่วนตัว (Privacy)

รู้จักกับ E-Commerce

E-Commerce
ความหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) หมายถึง การดำเนินธุรกิจทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์
รูปแบบการทำธุรกิจ
1. ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business : B2B) หมายถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกัน โดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน หรือต่างระดับกันก็ได้ อาทิ ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้นำเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและค้าปลีก เป็นต้น
2. ธุรกิจกับผู้บริโภค (Business to Consumer : B2C) หมายถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค อาทิ การขายสินค้าอุปโภคบริโภค 3. ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government : B2G) หมายถึงธุรกิจการบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล4. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer : C2C) หมายถึงธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ความสำคัญของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1. ลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมทั้งค่าเช่าพื้นที่ขายหรือการลงทุนในการสร้างร้าน ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนของธุรกิจต่ำลง
2. ประหยัดเวลาและขั้นตอนทางการตลาด
3. เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง และให้บริการได้ทั่วโลก
4. มีช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
5. สามารถทำกำไรได้มากกว่าระบบการขายแบบเดิม เนื่องจากต้นทุนการผลิตและการจำหน่ายต่ำกว่า ทำให้ได้กำไรจากการขายต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
6. สามารถนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าได้เป็นจำนวนมาก และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ในลักษณะ Interactive Market
7. ปรับปรุงหรือ Update ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา
8. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ซื้อหรือลูกค้า อาทิ ชื่อ ที่อยู่ พฤติกรรม การบริโภค สินค้าที่ต้องการ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการทำวิจัยและวางแผนการตลาด เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
9. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจหรือองค์กร ในเรื่องของความทันสมัยและเป็นโอกาสที่จะทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
10. สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้เร็วและเสียเวลาน้อย

ข้อดีของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1. สามารถเข้าหาลูกค้าได้โดยตรง เสียค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากต้องผ่านคนกลาง
2. สามารถขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง เนื่องจากต้นทุนต่ำลง
3. ทำให้สามารถขยายตลาดได้กว้างและเร็วขึ้น
4. เหมาะสำหรับธุรกิจที่เป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าใหม่หรือยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป

วิธีการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1. การฝากสินค้าขายของบน Shopping Mall (เป็นศูนย์รวมการขายสินค้าขนาดใหญ่บนอินเตอร์เน็ตคล้ายกับศูนย์การค้า) เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเงินลงทุนน้อย และสินค้าไม่ค่อยเป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก เสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องประชาสัมพันธ์หรือ Update ข้อมูลต่างๆ โดยวิธีการลงโฆษณา ติดประกาศขาย หรือการประมูลสินค้า ทั้งในรูปแบบของการขายส่งและขายปลีก
2. สร้าง web Site ของตัวเอง เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเงินลงทุน และมีเครื่องหมายการค้าของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และต้อง Update ข้อมูลต่างๆ อยู่ตลอดเวลา แต่สามารถจัดหน้าร้าน และให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้าเพื่อช่วยการตัดสินใจของผู้ซื้อได้มากกว่า นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการคิดค่าบริการในการลงโฆษณาสินค้า

ความรู้เกี่ยวกับ E-Business






เป็นกระบวนการดำเนินการทางธุรกิจและธุรกรรมผ่านระบบเครือข่ายในอดีตมีการกำหนดยุคในช่วงเวลาต่างๆ ตามลักษณะของวัสดุของเครื่องใช้ เครื่องมือ เครื่องประดับ หรืออาวุธที่ค้นพบ มีทั้งยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ ยุคเหล็ก และอีกหลายๆ ยุค และสำหรับปัจจุบันนี้เป็นยุคที่อิเล็กทรอนิคส์ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตความเป็นอยู่มาก หากจะกำหนดเป็นชื่อยุคแล้วก็คงไม่พ้นเป็นยุคอิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตฟูเฟื่องหรือเป็นมนุษย์ยุค E ดังที่หลายคนเรียกกันจากกิจกรรมต่างๆ ที่ส่วนของอิเล็คทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น E-mail, E-Busimess, E-Commerce, EDI, EFT และ E-pager เป็นต้น
รู้จักกับ E-Business
เมื่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆไม่สามารถปฎิเสธหรือหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมได้และยังจำ เป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นส่วนหนึ่งใน การดำเนินกิจกรรมเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการประกอบการด้วย นอกจากนี้การประกอบธุรกิจโดย ใช้เทคโนโลยีนั้นมีข้อเด่นหลายประการอย่างเช่น ทำให้ต้นทุนลดลง การขยายกรอบธุรกิจได้กว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้แนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย จนก่อให้เกิดโอกาสการสร้างระบบธุรกิจจาก เทคโนโลยี ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการเองผู้ให้บริการ และอื่นๆ
การประกอบการธุรกิจบนเครือข่ายหรือที่เรียกว่า E-Business เป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งของการจุดประกายความหวังในด้านเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ประเทศทั่วโลกนั้นประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ การประกอบ ธุรกิจทางเครือข่ายได้สร้างฐานะและชื่อเสียงให้กับคนจำนวนไม่น้อย อย่างเช่น Jeff Bezos ที่สร้าง Amazon.com หรือ Micheal Dell แห่ง Dell Computer รวมทั้ง Stephen Case แห่ง American Online (AOL) ชื่อเสียงและความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้ได้กลายเป็นทั้งแรงจูงใจ และแรงผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากหันมาให้ความสนใจ และเริ่มประกอบธุรกิจทางเครือข่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

E-Business VS E-Commerce
คนส่วนใหญ่มักคิดและเข้าใจว่า E-Businessและ E-Commerce เป็นสิ่งเดียวกันซึ่งไม่ถูกต้อง ทีเดียวนัก E-Business เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารต้องจับตามองแลัให้ความสนใจ เพราะE-Business เป็นกระบวนการดำเนินการทางธุรกิจผ่านระบบเครือข่าย ซึ่งรวมระบบการจัดการต่างๆ เช่น กระบวนการผลิต การตลาด การจัดจำหน่ายและยังรวมถึงการบริหารงานด้วย ดังนั้น E-Business จึงเป็นมากกว่าการซื้อขายบนเครือข่ายแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจที่เคยเป็นมาในอดีต ในขณะที่ E-Commerce เป็นกระบวนการการทำธุรกรรมผ่านเครือข่าย เช่น การซื้อขาย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายโอนเงิน ดังนั้นE-Commerce จึงนับว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ E-Business เท่านั้น

โครงสร้างของ EB และ EC
คนส่วนใหญ่มักคิดเพียงแค่การมีเวบไซท์ก็เป็นการทำ E-Commerce หรือ E-Business แล้วแต่ตามความต้องการที่แท้จริงแล้วทั้ง EB และ EC มีรูปแบบโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่านี้มาก เช่น ต้องมีส่วนของไคลเอนต์ทั้งส่วนที่เป็นอินทราเน็ตและอินเตอร์เน็ต มีส่วนของระบบบริการที่มีระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ มีระบบเซิร์ฟเวิร์ที่มีโปรแกรมประยุกต์ที่ให้บริการการทำธุรกิจผ่านเครือข่าย หรือหากจะสรุปได้ว่าทั้งส่วนของ E-Business และ E-Commerce นั้นจำเป็นต้องมีโครงสร้างพืนฐานที่ประกอบด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย บริการและ บุคลากรในการดำเนินการต่างๆ ทั้งในส่วนหน้าและส่วนหลังสำนักงาน
การมีเพียงแค่เวบไซท์ในการประกอบธุรกิจผ่านเครือข่ายนั้นไม่เพียงพอ หาเปรียบไปแล้วก็คงเป็นเพียงแค่สื่อโฆษณาในการประกอบการเท่านั้น การที่จะดำเนินการจำเป็นต้องมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีระบบเครือข่ายที่มีความเร็วสูง มีระบบรักษาความปลอดภัย ตลอดจนมีแผนการในการปริหารและจัดการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ติดขัด แต่อย่างไรก็ตามการปรับระบบให้เข้าสู่ธุรกิจแบบ E-Business นั้นมีบริษัทผู้เชี่ยวชาญที่ประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ชั้นนำที่คอยให้คำแนะนำและบริการในการดำเนินการหลายแห่ง อาทิเช่น ไอบีเอ็ม ฮิตาชิ เป็นต้น

การปรับรูปแบบจากการประกอบธุรกิจในระบบทั่วไป เป็นการประกอบธุรกิจผ่านเครือข่ายนั้นมักค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบทีละขั้นตอน เช่น เริ่มต้นจากการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนระบบ จากของเดิมโดยเริ่มจากระบบการประชาสัมพันธ์ และซื้อขายให้ดำเนินการผ่านเว็บในลำดับแรก และอาจเตรียมพร้อมหรือปรับระบบที่ใช้อยู่ในสำนักงาน ให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ขนานกันไป และทำการรวมระบบออนไลน์ เข้ากับส่วนหลังสำนักงานเมื่อมีความพร้อมซึ่งจะมีเรื่องของระบบฐานข้อมูลการชำระเงิน กระบวนการจัดการระบบคงคลังมาเกี่ยวข้อง และในส่วนสุดท้ายเป็นการรวมส่วนที่เหลือขององค์กร เข้ากับระบบของหุ้นส่วนและบริษัทคู่ค้าด้วย
ธุรกิจคนกลาง

การที่คนจำนวนมากกล่าวไว้ว่าการค้าผ่านเครือข่ายนั้น ทำให้ผู้ผลิตสามารถติดต่อกับผู้บริโภคได้โดยตรง และส่วนของระบบคนกลางนั้นจะหายไป ประเด็นที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะในปัจจุบันธุรกิจในระบบเครือข่าย ยังเป็นลักษณะของคนกลางอยู่ในการจัดหาสินค้า และบริการมานำเสนอผ่านเครือข่าย ซึ่งทำให้คนกลางยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากระบบการค้านี้อยู่ เหตุผลที่ผู้ผลิตไม่สามรถทำการค้าหรือธุรกรรมกับผู้บริโภคได้โดยตรงนั้นมีอยู่หลายประการ เช่น ศักยภาพหรือมีกำลังไม่เพียงพอในการดำเนินการ และที่สำคัญคือปริมาณข้อมูลที่อยู่ในเครือข่ายมีเป็นจำนวนมากและกระจายกันอยู่จึงไม่สะดวกสำหรับผู้บริโภค จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนกลางทำหน้าที่ในการนำข้อมูลต่างๆ มาจัดกลุ่มรวมกันให้มีความสามารถเพียงพอในการบริการโดยรูปแบบของระบบคนกลางนั้นมีทั้งรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ และรูปแบบธุรกิจกับผู้บริโภค

อนาคตของธุรกิจบนเครือข่าย
แนวโน้มและอนาคตของการทำธุรกิจผ่านเครือข่าย ได้มีการพยากรณ์กันอย่างแพร่หลาย และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน คือ รูปแบบการดำเนินธุรกิจจะเปลี่ยนไปทั้งรูปแบบของร้านค้า บทบาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น ผู้ซื้อจะไม่เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคตามรูปแบบที่กำหนดโดยผู้ผลิตอีกต่อไป ผู้บริโภคสามารถกำหนด หรือเลือกคุณสมบัติและราคาสินค้าทีต้องการในเว็บของผู้ผลิตหรือคนกลางได้ ทำให้ผู้บริโภคสามารถกำหนดหรือเลือกคุณสมบัติ และราคาสินค้าทีต้องการในเว็บของผู้ผลิตหรือคนกลางได้ ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนบทบาทจาก passive customer กลายเป็น product taker หรือ price taker แทน ซึ่งในส่วนนี้ได้มีผู้ประกอบการบางรายได้ดำเนินการแล้วและจะเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่อลายในอนาคตอันใกล้ และรูปแบบของธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการค้าปลีกที่มีราคาต่อหน่วยไม่สูงมากนัก แต่มีปริมาณการซื้อขายที่สูง สำหรับการประอบธุรกิจผ่านเครือข่ายของประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังมุ่งประเด็นไปที่การบริการการซื้อขายสินค้า และบริการผ่านเว็บเท่านั้น แต่มั่นใจได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้การแข่งขันจากการทำธรุกิจผ่านเครือข่ายจากทั่วโลก และกลไกการตลาดจะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการทำธุรกิจผ่านเครือข่ายกันมากยิ่งขึ้น