
ในสภาวะการณ์ของโลกปัจจุบันยุทธศาสตร์การขนส่งของประเทศไทย จึงต้องมีเป้าหมายกำหนดให้การขนส่งทางน้ำและทางราง เป็นเส้นทางขนส่งหลักในการขนส่งระยะยาว การขนส่งทางถนนเป็นส่วนขนส่งต่อเชื่อมจากต้นทางสู่เส้นทางหลักกับนำส่งจากเส้นทางหลักสู่ปลายทาง ด้านการขนส่งทางอากาศ เป็นส่วนสนับสนุนสำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วเป็นสำคัญ สิ่งที่ต้องดำเนินการในขณะนี้คือเร่งพัฒนาการขนส่งทางน้ำ เพื่อเป็นทางเลือกของการขนส่งต้นทุนต่ำ โดยพัฒนาท่าเรือและสร้างระบบเชื่อมโยงการขนส่งสู่ท่าเรือทั้งการขนส่งทางทะเลชายฝั่ง และการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเรื่องการเป็นฮับทางด้านเรือไทยนั้นไทยอาจจะเป็นรองสิงคโปร์ แต่ถ้าการพัฒนาการต่อเชื่อมไทยไม่เป็น
เป็นศูนย์กลางการขนส่งของอินโดจีน

ประเทศไทยเป็นศูนย์ทางด้านอากาศ มีสนามบินในศูนย์กลางโดยภูมิศาสตร์ การบริหารจัดการอีกจุดหนึ่งน่าจะเป็น การเป็นฮับในภาคอินโดจีน ทั้งการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ โดยจีนหาทางออกทะเล ทางพม่า ทางไทย และเวียดนาม การขนส่งในแม่น้ำโขง การขนส่งทางด้านน้ำมัน การขนส่งโดยคอนเทนเนอร์ โดยพัฒนาท่าเรือเชียงแสน ระยะที่ 2 และการพัฒนาระบบขนส่งสู่ท่าเรือเชียงแสน ทั้งการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมโครงข่ายทางรถไฟจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกสู่ท่าเรือแหลมฉบังให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งพัฒนาและขยายขีดความสามารถของ ไอซีดี ลาดกระบัง โครงการปรับปรุงสถานีขนส่งสินค้าชานเมือง (Truck Terminal) ส่วนการขนส่งทางรางได้มีแผนพัฒนารถไฟรางคู่จากฉะเชิงเทราสู่แหลมฉบัง และมีการสร้าง ไอซีดี 2 โดย รฟท. มีแผนที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายแก่งคอย ผ่านคลอง 19 และเข้าสู่แหลมฉบังโดยทำเป็นรางคู่ ส่งสินค้าจากภาคตะวันออก สู่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีแผนเสริมเรื่องการสร้างคอนเทนเนอร์ยาร์ท (CY) ที่จะเสริมในเรื่องการกระจายและจุดขนถ่ายสินค้า นอกจากนี้ยงมีรถไฟขบวนพิเศษในการบรรทุกสินค้าพิเศษ จะขนส่งสินค้ามีการ
สุวรรณภูมิมีศักยภาพพร้อมเป็น HUB
เมื่อพูดถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว เป็นสนามบินที่ได้มาตรฐานมาก มี runway ทั้งหมด 4 เส้น ในตอนท้ายที่สุดจะมีการก่อสร้างเสร็จในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่ในเบื้องต้นจะมี runway 2 เส้น ทางทิศตะวันออก และตะวันตก สามารถรองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้ในระดับ 84 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จะรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 45 ล้านคนต่อปีในเบื้องต้น ขณะที่ทางดอนเมืองสามารถรองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้เพียง 20 กว่าเที่ยวบินต่อชั่วโมงหรือประมาณ 600 กว่าเที่ยวบิน จะเห็นได้ว่าสนามบินแห่งใหม่จะมีศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินได้สูง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยชี้ที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านการบิน หรือ HUBในภูมิภาค คงต้องดูปริมาณของสายการบินที่จะมาใช้บริการแล้ว ในด้านภูมิศาสตร์ (Location) ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าสายการบินที่จะเข้ามาลงต้องคำนึงถึงเรื่องความประหยัดต้นทุนและเรื่องเวลา ในส่วนของการเจริญเติบโตทางอากาศของเรา ในศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่จะเป็น HUB การขนส่งทางอากาศ ปัจจุบันเรามีการขนส่งสินค้าเข้า-ออก โดยอัตราโตเฉลี่ยปีละประมาณ 6.3% โดยเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรามีสินค้าเฉลี่ยที่มาใช้ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของเรา 60,000 ตันต่อปี ปัจจุบันนี้ในปี 2548 เรามีการรับอัตราของสินค้าประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี ส่วนนี้ต้องการให้เห็นว่าโดย Location ปริมาณผู้โดยสาร และสินค้า เราเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น