วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การศึกษาทางไกล



การศึกษาทางไกล การศึกษาทางไกลเป็นความพยายามของนักการศึกษาในการที่จะจัดการศึกษาได้แก่ผู้ที่ไม่สามารถจะเข้ารับการศึกษาตามปกติในชั้นเรียนได้ นอกจากนี้แล้วการที่วิทยาการได้ก้าวหน้าไปอย่างมากทำให้ผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ดังนั้นการจัดการศึกษาทางไกลจึงมีบทบาทต่อการศึกษาของประเทศเป็นอย่างสูง




ความหมายของการศึกษาทางไกล โฮน์นิชและคณะ (1993:282) ได้ให้ความหมายของการศึกษาทางไกลว่า "เป็นการศึกษาที่มีลักษณะที่ผู้เรียนอยู่ห่างไกลจากผู้สอนโปรแกรมการเรียนได้รับการจัดวางเป็นระบบ มีการใช้สื่อการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและการสื่อความหมายเป็นไปแบบสองทาง" บอร์ก โฮล์มเบิร์ก (1989:127) กล่าวว่า "หมายถึง การศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนมิได้มาเรียนหรือสอนกันซึ่ง ๆ หน้า แต่เป็นการจัดโดยระบบสื่อสารแบบสองทาง ถึงแม้ผู้เรียนและผู้สอนจะไม่อยู่ในห้องเดียวกันก็ตาม" วิจิตร ศรีสอ้าน (2529:5-7) กล่าวว่า "หมายถึงระบบการเรียนการสอนที่ไม่มีชั้นเรียน แต่อาศัยสื่อประสมอันได้แก่สื่อทางไปรษณีย์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และการสอนเสริม รวมทั้งศูนย์บริการการศึกษาเป็นหลัก โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองอยู่กับบ้านไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียนตามปกติ"
ลักษณะสำคัญของการศึกษาทางไกล ระบบการศึกษาทางไกล มีลักษณะของการจัดการศึกษาที่ต่างไปจากระบบการเรียนการสอนโดยปกติ ซึ่งอาจจะสรุปลักษณะที่สำคัญของระบบการศึกษาทางไกลได้ดังนี้
1) ผู้เรียนผู้สอนไม่อยู่ประจันหน้ากัน เนื่องจากผู้เรียนไม่สามารถมาเข้าชั้นเรียน โดยปกติได้ดังนั้น ผู้เรียนจะเรียนด้วยตนเองที่บ้าน โดยอาจมาพบผู้สอนในบางเวลา
2) เน้นผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียน ผู้เรียนเป็นผู้เลือกวิชาและกำหนดเวลาเรียนและกิจกรรมการเรียนของตนเอง
3) สื่อการสอนเป็นสื่อหลักในกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนจะเป็นสื่อหลัก ในการศึกษาทางไกลสื่อหลักจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ฯลฯ เป็นสื่อหลัก
สื่อการสอนกับการศึกษาทางไกล เนื่องจากผู้เรียนต้องศึกษาด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสื่อการสอนจึงมีความสำคัญยิ่งสำหรับการศึกษาทางไกล ซึ่งสื่อการสอนที่ใช้อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1)สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ได้แก่ เอกสารตำรา แบบฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนจะอาศัยสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อหลักเนื่องจากราคาถูก เก็บได้นานและไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบ
2)สื่อโสตทัศนูปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ นับได้ว่าเป็นสื่อรองจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่จะช่วยในการเสริมความรู้ในกระบวนการเรียนของผู้เรียน โดยอาจจะเป็นการสอนทางโทรทัศน์ เทปเสียงบรรยาย เทปวีดิทัศน์ รายการวิทยุกระจายเสียง
3)สื่ออิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคม เนื่องจากการพัฒนาการของอิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงมีการนำเอามาใช้ในการจัดการศึกษาทางไกล โดยใช้ระบบดาวเทียมและท่อใยแก้วนำแสงในการส่งข่าวสารข้อมูล มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

LearnSquare

LearnSquare Thailand Opensource e-Learning Management System

LearnSquare คือระบบ e-Learning ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ทุกที่ ทุกเวลา ในรูปแบบสื่อมัลติมีเดียทั้งบทความ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ ที่สามารถโต้ตอบได้เสมือนการเรียนในห้องเรียนปกติซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กว้างมากขึ้น และมีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน



คุณสมบัติของระบบ LearnSquare
เป็นระบบ Opensource สามารถดาวน์โหลดนำไปใช้งานได้ฟรี ภายใต้เงื่อนไข
GPL สนับสนุนการทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux แนวทางพัฒนาตามมาตรฐานสากล (SCORM) ใช้งานง่ายและสนับสนุนการพัฒนาต่อยอดตามแนวทางของโอเพ่นซอร์ส มีระบบสนับสนุนการทำงานมากมาย ดังนี้

  • ระบบการสมัครเรียน
  • ระบบการลงทะเบียน
  • ระบบการเรียน
  • ระบบการจัดการหลักสูตร
  • ระบบการจัดตารางสอน
  • ระบบการจัดการผู้ใช้งาน
  • ระบบสนทนา เว็บบอร์ด
  • ระบบจดหมายอิเลกทรอนิกส์
  • ระบบปฏิทินนัดหมาย
  • ระบบการติดตามการเข้าเรียน
  • ระบบจัดการข้อมูลส่วนตัว
  • ระบบสร้างข้อสอบและประเมินผลอัตโนมัติ
  • ระบบการออกใบรับรองอัตโนมัติ
  • ระบบรายงานสถิติต่างๆ
  • ระบบสำรองข้อมูล
  • ระบบการกระจายเนื้อหา

การสื่อสารทางไกล

ในปัจจุบันการสื่อสารทางไกลเข้ามามีบทบาทต่อหน่วยงานภายในองค์กรที่อยู่ต่างสถานที่กัน ซึ่งทำให้ลดเวลาในการเข้าร่วมประชุมพร้อมกันหลายๆหน่วยงาน จึงมีการพัฒนาโปรแกรมสำหรับการประชุมทางไกล (Video Conference) ทางหน่วยงานภายในกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (โดยความร่วมมือจาก Kasetsart University)จึงเลือกโปรแกรม Access Grid เพราะสามารถใช้งานได้พร้อมๆ กัน หลายจุดและเป็น middleware ที่พัฒนาอยู่ตลอด


การขนส่งประเทศไทย

ยุทธศาสตร์การขนส่งของประเทศไทย


ในสภาวะการณ์ของโลกปัจจุบันยุทธศาสตร์การขนส่งของประเทศไทย จึงต้องมีเป้าหมายกำหนดให้การขนส่งทางน้ำและทางราง เป็นเส้นทางขนส่งหลักในการขนส่งระยะยาว การขนส่งทางถนนเป็นส่วนขนส่งต่อเชื่อมจากต้นทางสู่เส้นทางหลักกับนำส่งจากเส้นทางหลักสู่ปลายทาง ด้านการขนส่งทางอากาศ เป็นส่วนสนับสนุนสำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วเป็นสำคัญ สิ่งที่ต้องดำเนินการในขณะนี้คือเร่งพัฒนาการขนส่งทางน้ำ เพื่อเป็นทางเลือกของการขนส่งต้นทุนต่ำ โดยพัฒนาท่าเรือและสร้างระบบเชื่อมโยงการขนส่งสู่ท่าเรือทั้งการขนส่งทางทะเลชายฝั่ง และการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเรื่องการเป็นฮับทางด้านเรือไทยนั้นไทยอาจจะเป็นรองสิงคโปร์ แต่ถ้าการพัฒนาการต่อเชื่อมไทยไม่เป็น


เป็นศูนย์กลางการขนส่งของอินโดจีน




ประเทศไทยเป็นศูนย์ทางด้านอากาศ มีสนามบินในศูนย์กลางโดยภูมิศาสตร์ การบริหารจัดการอีกจุดหนึ่งน่าจะเป็น การเป็นฮับในภาคอินโดจีน ทั้งการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ โดยจีนหาทางออกทะเล ทางพม่า ทางไทย และเวียดนาม การขนส่งในแม่น้ำโขง การขนส่งทางด้านน้ำมัน การขนส่งโดยคอนเทนเนอร์ โดยพัฒนาท่าเรือเชียงแสน ระยะที่ 2 และการพัฒนาระบบขนส่งสู่ท่าเรือเชียงแสน ทั้งการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมโครงข่ายทางรถไฟจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกสู่ท่าเรือแหลมฉบังให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งพัฒนาและขยายขีดความสามารถของ ไอซีดี ลาดกระบัง โครงการปรับปรุงสถานีขนส่งสินค้าชานเมือง (Truck Terminal) ส่วนการขนส่งทางรางได้มีแผนพัฒนารถไฟรางคู่จากฉะเชิงเทราสู่แหลมฉบัง และมีการสร้าง ไอซีดี 2 โดย รฟท. มีแผนที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายแก่งคอย ผ่านคลอง 19 และเข้าสู่แหลมฉบังโดยทำเป็นรางคู่ ส่งสินค้าจากภาคตะวันออก สู่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีแผนเสริมเรื่องการสร้างคอนเทนเนอร์ยาร์ท (CY) ที่จะเสริมในเรื่องการกระจายและจุดขนถ่ายสินค้า นอกจากนี้ยงมีรถไฟขบวนพิเศษในการบรรทุกสินค้าพิเศษ จะขนส่งสินค้ามีการ


สุวรรณภูมิมีศักยภาพพร้อมเป็น HUB

เมื่อพูดถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว เป็นสนามบินที่ได้มาตรฐานมาก มี runway ทั้งหมด 4 เส้น ในตอนท้ายที่สุดจะมีการก่อสร้างเสร็จในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่ในเบื้องต้นจะมี runway 2 เส้น ทางทิศตะวันออก และตะวันตก สามารถรองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้ในระดับ 84 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จะรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 45 ล้านคนต่อปีในเบื้องต้น ขณะที่ทางดอนเมืองสามารถรองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้เพียง 20 กว่าเที่ยวบินต่อชั่วโมงหรือประมาณ 600 กว่าเที่ยวบิน จะเห็นได้ว่าสนามบินแห่งใหม่จะมีศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินได้สูง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยชี้ที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านการบิน หรือ HUBในภูมิภาค คงต้องดูปริมาณของสายการบินที่จะมาใช้บริการแล้ว ในด้านภูมิศาสตร์ (Location) ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าสายการบินที่จะเข้ามาลงต้องคำนึงถึงเรื่องความประหยัดต้นทุนและเรื่องเวลา ในส่วนของการเจริญเติบโตทางอากาศของเรา ในศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่จะเป็น HUB การขนส่งทางอากาศ ปัจจุบันเรามีการขนส่งสินค้าเข้า-ออก โดยอัตราโตเฉลี่ยปีละประมาณ 6.3% โดยเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรามีสินค้าเฉลี่ยที่มาใช้ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของเรา 60,000 ตันต่อปี ปัจจุบันนี้ในปี 2548 เรามีการรับอัตราของสินค้าประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี ส่วนนี้ต้องการให้เห็นว่าโดย Location ปริมาณผู้โดยสาร และสินค้า เราเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่ง

การพาณิชย์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่

การพาณิชย์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M-Commerce)

ปัจจุบันหน้าตาของอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนโฉมไปแล้ว ในระยะเวลาอันไม่นานมานี้ ผู้คนส่วนมากสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต และ เข้าสู่ระบบได้ด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile phone) , อุปกรณ์ต่อเชื่อมส่วนตัว (personal digital assistants) , วิทยุติดตามตัว (pager) , นาฬิกาข้อมือ (wristwatches) และ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ (personal computer) ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป มีจำนวนการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันเป็นจำนวนหลายพันล้านคน ในขณะที่ทุกวันนี้มีเพียงจำนวนเล็กน้อยของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งสถานการณ์นี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี แถบประเทศยุโรป รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

ในต้นปี 1999 บริษัท NTT DoCoMo ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ คือ i-Mode mobile internet portal ซึ่งเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ให้บริการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้สะดวก รวดเร็ว ทันใจ ทันสมัย ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ธุรกิจบริการรูปแบบใหม่นี้เจริญเติบโตและสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังผู้ใช้บริการประมาณ 30 ล้านคน ในกระบวนการขณะเริ่มต้นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ และ สามารถทำรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้นเป็นอีกเท่าตัวจากรูปแบบของการเก็บค่าธรรมเนียม (Fees) และ เกิดการกระตุ้นให้มีการใช้เครือข่ายที่มากขึ้น (Increase traffic)

การพาณิชย์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M - Commerce) เป็นการเปิดรับข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้งาน และ การให้บริการ ที่จะชักนำให้เข้าถึงอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการใช้งานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เป็นเทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ การให้บริการรูปแบบใหม่ และ เป็นรูปแบบใหม่ทางธุรกิจ ซึ่งต่างจากการทำ e-commerce) สมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ PDA มีข้อจำกัดในการใช้งานแตกต่างไปจากการใช้คอมพิวเตอร์บุคคล (Personal computer) อุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถพลิกโฉมหน้าไปเป็นอุปกรณ์ที่มีความทันสมัยในอนาคต มันจะตามเราไปในทุกที่ที่เราพามันไป มันสะดวกในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ในขณะที่เราเดินบนถนนกับเพื่อน ๆ หรือ ขณะขับรถเพื่อหาร้านอาหารที่ใกล้ที่สุด หรือ ปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด เหมือนการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตด้วยการใช้อุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเรา เราใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพื่อให้มันกลายเป็นสิ่งที่ต้องติดตามตัวเราไป ความพร้อมในวันนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ PDA สามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ได้มากมาย ในวันพรุ่งนี้อุปกรณ์เหล่านี้จะเข้ามาแทนที่กระเป๋าเงิน และ บัตรเครดิต วันหนึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะกลายเป็นผู้ช่วยที่เฉลียวฉลาดที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ เช่น การจัดเรียงลำดับการให้บริการรถแท็กซี่ให้มารับหลังจากเสร็จการประชุม หรือ ช่วยในการรวบรวมข่าวที่เกี่ยวข้อง และ ข้อความที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น กุญแจที่สำคัญอยู่ที่ความสามารถในการใช้ระบบรักษาความปลอดภัย (Security) และ ความเป็นส่วนตัว (Privacy)

รู้จักกับ E-Commerce

E-Commerce
ความหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) หมายถึง การดำเนินธุรกิจทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์
รูปแบบการทำธุรกิจ
1. ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business : B2B) หมายถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกัน โดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน หรือต่างระดับกันก็ได้ อาทิ ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้นำเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและค้าปลีก เป็นต้น
2. ธุรกิจกับผู้บริโภค (Business to Consumer : B2C) หมายถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค อาทิ การขายสินค้าอุปโภคบริโภค 3. ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government : B2G) หมายถึงธุรกิจการบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล4. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer : C2C) หมายถึงธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ความสำคัญของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1. ลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมทั้งค่าเช่าพื้นที่ขายหรือการลงทุนในการสร้างร้าน ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนของธุรกิจต่ำลง
2. ประหยัดเวลาและขั้นตอนทางการตลาด
3. เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง และให้บริการได้ทั่วโลก
4. มีช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
5. สามารถทำกำไรได้มากกว่าระบบการขายแบบเดิม เนื่องจากต้นทุนการผลิตและการจำหน่ายต่ำกว่า ทำให้ได้กำไรจากการขายต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
6. สามารถนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าได้เป็นจำนวนมาก และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ในลักษณะ Interactive Market
7. ปรับปรุงหรือ Update ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา
8. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ซื้อหรือลูกค้า อาทิ ชื่อ ที่อยู่ พฤติกรรม การบริโภค สินค้าที่ต้องการ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการทำวิจัยและวางแผนการตลาด เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
9. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจหรือองค์กร ในเรื่องของความทันสมัยและเป็นโอกาสที่จะทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
10. สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้เร็วและเสียเวลาน้อย

ข้อดีของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1. สามารถเข้าหาลูกค้าได้โดยตรง เสียค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากต้องผ่านคนกลาง
2. สามารถขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง เนื่องจากต้นทุนต่ำลง
3. ทำให้สามารถขยายตลาดได้กว้างและเร็วขึ้น
4. เหมาะสำหรับธุรกิจที่เป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าใหม่หรือยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป

วิธีการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1. การฝากสินค้าขายของบน Shopping Mall (เป็นศูนย์รวมการขายสินค้าขนาดใหญ่บนอินเตอร์เน็ตคล้ายกับศูนย์การค้า) เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเงินลงทุนน้อย และสินค้าไม่ค่อยเป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก เสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องประชาสัมพันธ์หรือ Update ข้อมูลต่างๆ โดยวิธีการลงโฆษณา ติดประกาศขาย หรือการประมูลสินค้า ทั้งในรูปแบบของการขายส่งและขายปลีก
2. สร้าง web Site ของตัวเอง เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเงินลงทุน และมีเครื่องหมายการค้าของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และต้อง Update ข้อมูลต่างๆ อยู่ตลอดเวลา แต่สามารถจัดหน้าร้าน และให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้าเพื่อช่วยการตัดสินใจของผู้ซื้อได้มากกว่า นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการคิดค่าบริการในการลงโฆษณาสินค้า

ความรู้เกี่ยวกับ E-Business






เป็นกระบวนการดำเนินการทางธุรกิจและธุรกรรมผ่านระบบเครือข่ายในอดีตมีการกำหนดยุคในช่วงเวลาต่างๆ ตามลักษณะของวัสดุของเครื่องใช้ เครื่องมือ เครื่องประดับ หรืออาวุธที่ค้นพบ มีทั้งยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ ยุคเหล็ก และอีกหลายๆ ยุค และสำหรับปัจจุบันนี้เป็นยุคที่อิเล็กทรอนิคส์ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตความเป็นอยู่มาก หากจะกำหนดเป็นชื่อยุคแล้วก็คงไม่พ้นเป็นยุคอิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตฟูเฟื่องหรือเป็นมนุษย์ยุค E ดังที่หลายคนเรียกกันจากกิจกรรมต่างๆ ที่ส่วนของอิเล็คทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น E-mail, E-Busimess, E-Commerce, EDI, EFT และ E-pager เป็นต้น
รู้จักกับ E-Business
เมื่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆไม่สามารถปฎิเสธหรือหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมได้และยังจำ เป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นส่วนหนึ่งใน การดำเนินกิจกรรมเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการประกอบการด้วย นอกจากนี้การประกอบธุรกิจโดย ใช้เทคโนโลยีนั้นมีข้อเด่นหลายประการอย่างเช่น ทำให้ต้นทุนลดลง การขยายกรอบธุรกิจได้กว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้แนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย จนก่อให้เกิดโอกาสการสร้างระบบธุรกิจจาก เทคโนโลยี ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการเองผู้ให้บริการ และอื่นๆ
การประกอบการธุรกิจบนเครือข่ายหรือที่เรียกว่า E-Business เป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งของการจุดประกายความหวังในด้านเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ประเทศทั่วโลกนั้นประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ การประกอบ ธุรกิจทางเครือข่ายได้สร้างฐานะและชื่อเสียงให้กับคนจำนวนไม่น้อย อย่างเช่น Jeff Bezos ที่สร้าง Amazon.com หรือ Micheal Dell แห่ง Dell Computer รวมทั้ง Stephen Case แห่ง American Online (AOL) ชื่อเสียงและความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้ได้กลายเป็นทั้งแรงจูงใจ และแรงผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากหันมาให้ความสนใจ และเริ่มประกอบธุรกิจทางเครือข่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

E-Business VS E-Commerce
คนส่วนใหญ่มักคิดและเข้าใจว่า E-Businessและ E-Commerce เป็นสิ่งเดียวกันซึ่งไม่ถูกต้อง ทีเดียวนัก E-Business เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารต้องจับตามองแลัให้ความสนใจ เพราะE-Business เป็นกระบวนการดำเนินการทางธุรกิจผ่านระบบเครือข่าย ซึ่งรวมระบบการจัดการต่างๆ เช่น กระบวนการผลิต การตลาด การจัดจำหน่ายและยังรวมถึงการบริหารงานด้วย ดังนั้น E-Business จึงเป็นมากกว่าการซื้อขายบนเครือข่ายแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจที่เคยเป็นมาในอดีต ในขณะที่ E-Commerce เป็นกระบวนการการทำธุรกรรมผ่านเครือข่าย เช่น การซื้อขาย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายโอนเงิน ดังนั้นE-Commerce จึงนับว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ E-Business เท่านั้น

โครงสร้างของ EB และ EC
คนส่วนใหญ่มักคิดเพียงแค่การมีเวบไซท์ก็เป็นการทำ E-Commerce หรือ E-Business แล้วแต่ตามความต้องการที่แท้จริงแล้วทั้ง EB และ EC มีรูปแบบโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่านี้มาก เช่น ต้องมีส่วนของไคลเอนต์ทั้งส่วนที่เป็นอินทราเน็ตและอินเตอร์เน็ต มีส่วนของระบบบริการที่มีระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ มีระบบเซิร์ฟเวิร์ที่มีโปรแกรมประยุกต์ที่ให้บริการการทำธุรกิจผ่านเครือข่าย หรือหากจะสรุปได้ว่าทั้งส่วนของ E-Business และ E-Commerce นั้นจำเป็นต้องมีโครงสร้างพืนฐานที่ประกอบด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย บริการและ บุคลากรในการดำเนินการต่างๆ ทั้งในส่วนหน้าและส่วนหลังสำนักงาน
การมีเพียงแค่เวบไซท์ในการประกอบธุรกิจผ่านเครือข่ายนั้นไม่เพียงพอ หาเปรียบไปแล้วก็คงเป็นเพียงแค่สื่อโฆษณาในการประกอบการเท่านั้น การที่จะดำเนินการจำเป็นต้องมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีระบบเครือข่ายที่มีความเร็วสูง มีระบบรักษาความปลอดภัย ตลอดจนมีแผนการในการปริหารและจัดการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ติดขัด แต่อย่างไรก็ตามการปรับระบบให้เข้าสู่ธุรกิจแบบ E-Business นั้นมีบริษัทผู้เชี่ยวชาญที่ประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ชั้นนำที่คอยให้คำแนะนำและบริการในการดำเนินการหลายแห่ง อาทิเช่น ไอบีเอ็ม ฮิตาชิ เป็นต้น

การปรับรูปแบบจากการประกอบธุรกิจในระบบทั่วไป เป็นการประกอบธุรกิจผ่านเครือข่ายนั้นมักค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบทีละขั้นตอน เช่น เริ่มต้นจากการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนระบบ จากของเดิมโดยเริ่มจากระบบการประชาสัมพันธ์ และซื้อขายให้ดำเนินการผ่านเว็บในลำดับแรก และอาจเตรียมพร้อมหรือปรับระบบที่ใช้อยู่ในสำนักงาน ให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ขนานกันไป และทำการรวมระบบออนไลน์ เข้ากับส่วนหลังสำนักงานเมื่อมีความพร้อมซึ่งจะมีเรื่องของระบบฐานข้อมูลการชำระเงิน กระบวนการจัดการระบบคงคลังมาเกี่ยวข้อง และในส่วนสุดท้ายเป็นการรวมส่วนที่เหลือขององค์กร เข้ากับระบบของหุ้นส่วนและบริษัทคู่ค้าด้วย
ธุรกิจคนกลาง

การที่คนจำนวนมากกล่าวไว้ว่าการค้าผ่านเครือข่ายนั้น ทำให้ผู้ผลิตสามารถติดต่อกับผู้บริโภคได้โดยตรง และส่วนของระบบคนกลางนั้นจะหายไป ประเด็นที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะในปัจจุบันธุรกิจในระบบเครือข่าย ยังเป็นลักษณะของคนกลางอยู่ในการจัดหาสินค้า และบริการมานำเสนอผ่านเครือข่าย ซึ่งทำให้คนกลางยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากระบบการค้านี้อยู่ เหตุผลที่ผู้ผลิตไม่สามรถทำการค้าหรือธุรกรรมกับผู้บริโภคได้โดยตรงนั้นมีอยู่หลายประการ เช่น ศักยภาพหรือมีกำลังไม่เพียงพอในการดำเนินการ และที่สำคัญคือปริมาณข้อมูลที่อยู่ในเครือข่ายมีเป็นจำนวนมากและกระจายกันอยู่จึงไม่สะดวกสำหรับผู้บริโภค จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนกลางทำหน้าที่ในการนำข้อมูลต่างๆ มาจัดกลุ่มรวมกันให้มีความสามารถเพียงพอในการบริการโดยรูปแบบของระบบคนกลางนั้นมีทั้งรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ และรูปแบบธุรกิจกับผู้บริโภค

อนาคตของธุรกิจบนเครือข่าย
แนวโน้มและอนาคตของการทำธุรกิจผ่านเครือข่าย ได้มีการพยากรณ์กันอย่างแพร่หลาย และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน คือ รูปแบบการดำเนินธุรกิจจะเปลี่ยนไปทั้งรูปแบบของร้านค้า บทบาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น ผู้ซื้อจะไม่เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคตามรูปแบบที่กำหนดโดยผู้ผลิตอีกต่อไป ผู้บริโภคสามารถกำหนด หรือเลือกคุณสมบัติและราคาสินค้าทีต้องการในเว็บของผู้ผลิตหรือคนกลางได้ ทำให้ผู้บริโภคสามารถกำหนดหรือเลือกคุณสมบัติ และราคาสินค้าทีต้องการในเว็บของผู้ผลิตหรือคนกลางได้ ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนบทบาทจาก passive customer กลายเป็น product taker หรือ price taker แทน ซึ่งในส่วนนี้ได้มีผู้ประกอบการบางรายได้ดำเนินการแล้วและจะเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่อลายในอนาคตอันใกล้ และรูปแบบของธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการค้าปลีกที่มีราคาต่อหน่วยไม่สูงมากนัก แต่มีปริมาณการซื้อขายที่สูง สำหรับการประอบธุรกิจผ่านเครือข่ายของประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังมุ่งประเด็นไปที่การบริการการซื้อขายสินค้า และบริการผ่านเว็บเท่านั้น แต่มั่นใจได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้การแข่งขันจากการทำธรุกิจผ่านเครือข่ายจากทั่วโลก และกลไกการตลาดจะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการทำธุรกิจผ่านเครือข่ายกันมากยิ่งขึ้น

การบีบอัดข้อมูล

การบีบอัดข้อมูล (data compression)
เป็นกระบวนการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อให้ใช้จำนวนบิตในการเก็บข้อมูลน้อยลงกว่าเดิม (ไม่ใช่เพื่อรักษาความลับ) ตรงนี้ที่ใช้คำว่าเข้ารหัสเพราะข้อมูลต้นฉบับกับข้อมูลที่ได้หลังจากบีบอัดแล้วมันจะต่างไปจากเดิม ซึ่งตามจุดประสงค์เดิมของการเข้ารหัสนั้นเพื่อรักษาความลับของข้อมูลข่าวสาร แต่ในกรณีการบีบอัดนั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ขนาดของข้อมูลที่เก็บมีขนาดลดลง

การบีบอัดข้อมูลมีประโยชน์ในการลดปริมาณการใช้ทรัพยากร เช่น ประหยัดพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เมื่อเก็บข้อมูล หรือใช้แบนด์วิดธ์ของระบบเครือข่ายน้อยลงเพื่อส่งข้อมูลที่บีบอัดแล้ว เป็นต้น ในทางตรงข้ามข้อมูลที่ถูกบีบอัด (compress) มาแล้วก็ต้องนำมาคลาย (decompress) หรือถอดรหัสเพื่อให้ได้ข้อมูลเดิมกลับมาก่อนที่จะสามารถนำไปใช้งานได้ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอาจมีผลเสียต่องานบางอย่าง เช่น ข้อมูลวีดีโอที่บีบอัดแล้วอาจต้องการฮาร์ดแวร์ราคาแพงที่สามารถประมวลผลได้เร็วพอที่จะเล่นข้อมูลวีดีโอนั้นได้โดยไม่ติดขัด (ทางเลือกอื่นเช่นการคลายข้อมูลวีดีโอกลับออกมาก่อนแล้วค่อยดูอาจไม่สะดวก และต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลที่คลายออกมาแล้วเพิ่ม)หากเราจะเลือกรูปแบบการบีบอัดข้อมูล จะต้องคำนึงถึงตัวแปรหลายๆตัว เช่น ประสิทธิภาพในการบีบอัด อัตราการสูญเสียหรือผิดเพี้ยน(บางคนอาจสงสัยว่าข้อมูลที่บีบอัดมันเพี้ยนด้วยหรือ?อันนี้เดี๋ยวจะอธิบายต่อ) ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการบีบอัดหรือคลายข้อมูล เป็นต้น


การบีบอัดแบบ Lossless กับแบบ Lossyการบีบอัดข้อมูลแบบ Lossless อาศัยหลักการที่ว่าปกติข้อมูลที่ใช้อยู่มักจะมีข้อมูลที่ซ้ำกัน เช่น คำในภาษาอังกฤษมักพบอักษร 'e' ได้บ่อยกว่า 'z' และความเป็นไปได้ที่อักษร 'q' จะตามด้วย 'z' มีน้อยมากๆ ยกตัวอย่างแบบนี้อาจไม่เห็นภาพว่าจะลดข้อมูลได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างแบบที่ผมคิดเองดีกว่าอย่างในภาษาอังกฤษในบทความหรือหนังสือเล่มหนึ่งจะปรากฏคำว่า the อยู่บ่อยมาก สมมติเราให้เก็บอักษร t แทน the หรืออาจใช้วิธีเก็บตำแหน่งที่ปรากฎคำนั้นๆแทน ก็สามารถลดความยาวข้อมูลที่จะเก็บได้ (อันนี้แค่ยกตัวอย่างให้เห็นแนวคิดแต่จริงๆ algorithm ที่ใช้บีบอัดอาจกระทำกันในระดับบิตเลยนะครับ) จะเห็นว่าการบีบอัดข้อมูลแบบนี้ ข้อมูลต้นฉบับกับข้อมูลที่บีบอัดแล้วคลายออกมาจะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

การบีบอัดข้อมูลแบบ Lossy จะมีแนวคิดต่างกันไป โดยใช้หลักว่าความผิดเพี้ยนของข้อมูลเล็กน้อยเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เช่น ตาของมนุษย์ไม่สามารถแยกความแตกต่างของบางสีได้หมด ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลทุกสีทุกตำแหน่ง เก็บเพียงบางสีที่แยกความแตกต่างได้ก็พอ ดังจะเห็นตัวอย่างจากไฟล์ประเภท jpg ใช้การบีบอัดข้อมูลแบบ Lossy จะทำให้ได้ขนาดไฟล์ภาพที่เล็กลงมาก แต่ก็สูญเสียรายละเอียดบางอย่างไป (รายละเอียดที่เสียไปคือสีที่มนุษย์ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้) จะเห็นว่าการบีบอัดข้อมูลแบบ Lossy มักจะใช้กับข้อมูลที่มนุษย์รับรู้ อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ไฟล์เสียงประเภท mp3 ซึ่งทำการตัดเสียงในย่านความถี่ที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินออกไปยกตัวอย่างง่ายๆเพื่อเทียบการบีบอัดข้อมูลแบบ lossless กับ lossy เช่น 25.888888888 อาจบีบอัดให้เหลือ 25.[9]8 (9 ในปีกกาหมายถึงมี 8 จำนวน 9 ตัว) ซึ่งสามารถแปลงกลับเป็นข้อมูลเดิมได้ไม่ผิดเพี้ยน (lossless) ในขณะที่ถ้าหากสามารถยอมรับได้ว่าข้อมูลผิดเพี้ยนไปบ้างก็ไม่เป็นไรก็อาจบีบอัดให้เหลือ 26 ซึ่งจะเห็นว่าประหยัดพื้นที่การเก็บข้อมูลได้เยอะกว่า แต่ขณะเดียวกันข้อมูลจะไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว (lossy)

วิเคราะห์โลจิสติกส์ของ FedEX

บริษัท เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ “FedEx” เป็นบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ที่มีสาขาเครือข่ายการให้บริการกว่า 220 ประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน FedEx มีพนักงานทั่วโลกประมาณ 148,000 คน มีเครื่องบินขนส่งสินค้ามากว่า 663 เครื่อง รถส่งของ 45,500 คัน จัดรับพัสดุภัณฑ์มากกว่า 50,000 แห่ง
FedEx ใช้ระบบ COSMOS (Customers, Operation and Service Master Online Systems) โดยการป้อนข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพัสดุลงในระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง มีระบบสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในรถตู้จัดส่งพัสดุ เพื่อให้พนักงานจัดส่งสามารถตอบสนองต่อคำสั่งของลูกค้าได้ทันที และมีระบบเครื่องสแกนบาร์โค้ดแบบพกพา ที่เรียกว่า Super Tracker เพื่อติดตามและรายงานสถานะของพัสดุ ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะของพัสดุของตนได้
FexEx เป็นบริษัทขนส่งรายแรกที่มีเครื่องบินขนส่ง มีศูนย์แยกพัสดุ และรถขนส่งพัสดุ เป็นของตนเอง และยังบริการส่งข้ามคืนหรือส่งด่วนภายใน 10.30 น. ซึ่งบริษัทขนส่งอื่น ๆ จะส่งก่อน 12.00 น. ระบบ Call Center ของ FedEx ใช้ระบบ Automatic Call Distribution ซึ่งจะจัดคิดสายให้อัตโนมัติไปยังพนักงานที่สายว่าง เพื่อสามารถให้บริการลูกค้าได้ทันที
มีรูปแบบการดำเนินงาน ในลักษณะการให้บริการ โดยการรับสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังปลายทางที่ต้องการ โดยมีบริการ 3 ประเภทคือ
1. FedEx International Priority เป็นบริการที่มีกำหนดเวลาแน่นอน สินค้ามีน้ำหนักไม่เกิน 68 กก./ชิ้น 2. FedEx International Priority Freight สินค้าจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 68 – 680 กก./ชิ้น
3. FedEx Intrnational Priority Direct Distribution เป็นการบริการส่งสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตที่อยู่ในประเทศหนึ่งไปส่งยังปลายทางของลูกค้าของโรงงานผู้ผลิตนั้น ๆ ซึ่งมีปลายทางได้แก่ เอเชีย อเมริกา และแคนาดา
FedEx เป็นบริษัทให้บริการขนส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ในระดับโลก ด้วยการบริการอันรวดเร็วในการส่งถึงไปยังจุดหมายปลายทางภายใน 24-48 ชั่วโมง พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบสถานะของพัสดุภัณฑ์ได้ตลอดเวลา ทั้งทาง website และcall center FedEx มีพนักงานประจำอยู่ทั่วโลก ประมาณ 138,000 คน และยึดหลักในการให้บริการที่ว่า “absolutely, positively”
- จุดแข็ง
1. FedEx เป็นองค์กรที่มีขนาดระดับโลก โดยให้บริการในมากกว่า 220 ประเทศ โดยธุรกิจขนส่งที่ FedEx ทำอยู่นี้มีความน่าสนใจเป็นอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากขนาดตลาดที่มีขนาดมโหฬาร รายได้จำนวนมหาศาล ทำให้ FedEx ประสบความสำเร็จในเรื่องของการสร้าง Economies of Scale
2. FedEx เสาะหาเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดย FedEx ใช้จ่ายกับเรื่อง Information Technology (IT) ปีละกว่า 1000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้ ซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาที่บริษัทให้กับลูกค้า ไม่ให้เปลี่ยนใจไปใช้บริการของบริษัทอื่น
3. รวบรวมบริษัทเล็กที่มีระบบปฏิบัติงานเหมือนกันเข้ามาในควบคุมเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ทวีคูณ (Synergy) และควบคุมตลาดให้มากขึ้น
4. วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ
- จุดอ่อน
1.ราคาที่สูง ราคาค่าบริการของ FedEx สูงกว่าของคู่แข่ง ซึ่งข้อนี้สามารถเป็นจุดอ่อนของบริษัทได้ หากลูกค้าไม่รับรู้ถึงความแตกต่างในการให้บริการระหว่าง FedEx กับบริษัทคู่แข่ง
2.การต่อต้านจากแรงงานโดยเฉพาะนักบิน
3.การไม่ควบรวมบริษัทสาขา
- การนำ IT/IS มาประยุกต์ใช้
1.สั่งส่งของผ่านเว็บไซต์
2.ระบบ COSMOS (Customers, Operations and Service Master Online Systems) การป้อนข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพัสดุลงในระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง
3.ระบบสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในรถตู้จัดส่งพัสดุ (DADS, Digitally Assisted Dispatch System)
4. Super Tracker ระบบเครื่องสแกนบาร์โค้ดแบบพกพา เพื่อติดตามและรายงานสถานะของพัสดุให้เป็นไปตามเวลาจริง

ทดลองการส่งของผ่าน FedEx Express





รูปที่ 1 ถ้าหากไม่ register จะให้บริการส่งแบบ standard






รูปที่ 2 ค้นหา zip code ปลายทางที่จะไปจาก web google




รูปที่ 3 กรอกข้อมูลต้นทางและปลายทาง ในที่นี้จะส่งไปยัง ปารีส ฝรั่งเศส







รูปที่ 4 กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน




รูปที่ 5 คำนวณน้ำหนัก ราคา




The EC Lanscape : ระบบขายสินค้าสปาไทย


ระบบขายสินค้าสปาไทย คือ ระบบขายสินค้าที่ใช้ในร้านสปาแผนไทย ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีรายละเอียดของ The EC Lanscape ดังนี้
Out Company
Support Services
  • Management : เป็นผู้ตัดสินใจทั้งระบบ ในส่วนงานต่าง ๆ เป็นผู้วางแผนงานภาพรวมของการทำงานทั้งระบบ
  • It: เป็นส่วนที่ดูแลในการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า และตอบข้อซักถามจากลูกค้าในเรื่องสินค้าหากลูกค้ามีข้อสงสัย ผ่านเว็บบอร์ด และคอยดูแลจัดการทั้ง
  • Accounting : ส่วนที่คอยจัดการทางด้านบัญชี รายรับ รายจ่าย ของระบบขายสินค้าสปาไทย
  • Marketing : เป็นส่วนในการสำรวจความต้องการของกลุ่มลูกค้า การคิดโปรโมชั่นต่าง ๆ วางแผนการตลาดเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจในการซื้อ สินค้าของลูกค้า

Order Fulfillment

1. Order Product : ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
2. Delivery : มีบริการส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ราคาในการส่งขึ้นอยู่กับปริมาณที่สั่งซื้อ
หากสั่งซื้อเกิน 3,000 บาทขึ้นไป ไม่เสียค่าจัดส่ง
3. Payment : ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้โดยผ่านบัตรเครดิต หรือโอนเงินผ่านทางธนาคาร และดำเนินการส่งอีเมล์แจ้งให้ทางบริษัททราบพร้อม Slip
4. Product Detail : เป็นการแสดงรายละเอียดของสินค้าทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดได้
5. Web board : เป็นส่วนที่ทางฝ่าย IT ใช้เป็นช่องทางในการตอบคำถามและข้อสงสัยต่าง ๆ ของลูกค้า
6. Promotion : ทางฝ่ายการตลาดจะทำการคิดโปรโมชั่นต่าง ๆ ทุกเดือน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้า

Order : ทางบริษัทจะดำเนินการติดต่อผู้ผลิต กลุ่มแม่บ้าน ให้ดำเนินการจัดส่งสินค้าตามรายการที่สั่ง

E-marketing : ทางบริษัทจะจัดเทศกาลโปรโมชั่นเป็นรายเดือน โดยเน้นการจัดโปรโมชั่นที่ขายสินค้าเป็นชุดเพื่อเป็นการเพิ่มตลาดให้กับสินค้าบางประเภทที่ยังไม่ได้รับความนิยม

Online communication : ทางบริษัทจัดให้มีการตอบปัญหาผ่านทางโทรศัพท์หรือทาง E-mail เพื่อแก้ข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า

Employee : พนักงานมีหน้าที่ในการจัดส่ง Order สินค้าไปยังผู้ผลิตและ มีหน้าที่ในการตรวจสอบยืนยันการการชำระเงินของลูกค้า พร้อมตอบปัญหาข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้น